สถาบันการบินพลเรือน

Civil Aviation Training Center

feature_post

          มีโอกาสได้อ่านบทวิเคราะห์ธุรกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งมีความน่าสนใจมาก โดยข้อความตอนหนึ่งสรุปได้ว่า การแก้ปัญหามาตรฐานการบินของไทยตามคำแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) เพื่อปลดธงแดงให้กับประเทศไทยนั้น เป็นปัจจัยสำคัญของการขยายตัวของธุรกิจการบินของไทย ซึ่งถ้ามองในรูปของเม็ดเงินจะพบว่า ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากไม่สามารถปลดธงแดงในปี พ.ศ. 2560 และ 2561 ได้นั้น มีมูลค่าถึงประมาณ 3 พันล้านบาท และ 1.1 หมื่นล้านบาทตามลำดับ…เอาแล้วสิ เลยทำให้ต้องรีบมาเกาะติดสถานการณ์การปลดธงแดง ICAO ของไทย ณ บัดนาว

          การดำเนินการแก้ปัญหามาตรฐานการบินพลเรือนของประเทศไทยโดยการแก้ไขข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย (SSC) 33 ข้อ จากการตรวจสอบของ ICAO ตามโครงการการตรวจสอบการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือน (Universal Safety Oversight Audit Programme : USOAP) นั้น มีความก้าวหน้าในการดำเนินการมากกว่าร้อยละ 75 แล้ว โดยในส่วนของกระบวนการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (AOC Re-certification) ให้แก่สายการบินที่ทำการบินในเส้นทางระหว่างประเทศรวม 23 แห่งนั้น ล่าสุดมีสายการบินที่ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่แล้ว จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สายการบินไทย สายการบินไทยแอร์เอเชีย สายการบินนกสกู๊ต สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ และสายการบินนกแอร์ โดย กพท. จะเชิญให้ ICAO ทำการตรวจสอบซ้ำ (ICAO Coordinated Validation Mission : ICVM) ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 เพื่อให้ ICAO สามารถเข้ามาตรวจสอบตามที่ไทยร้องขอได้ในเดือนกันยายน 2560 อย่างไรก็ตาม สายการบินที่ยังไม่ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่จะต้องหยุดทำการบินระหว่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป จนกว่าจะได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ หรือจนกว่าประเทศไทยจะสามารถปลดธงแดงได้

          ไม่เพียงเท่านั้น แต่ในปี 2560 นี้ ประเทศไทยยังต้องเตรียมรับการตรวจสอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินตามโครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยของ ICAO (ICAO Universal Security Audit Programme : USAP) อีกด้วย ซึ่ง ICAO จะเข้ามาตรวจสอบมาตรการการรักษาความปลอดภัยของไทยในระหว่างวันที่ 11-21 กรกฎาคม 2560 นั้น ICAO จะเข้าไปดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินงานของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลส่วนของระบบรักษาความปลอดภัย รวมทั้งมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง นอกจากนี้ ICAO ยังจะตรวจสอบมาตรการการรักษาความปลอดภัยของผู้ให้บริการการเดินอากาศของไทยด้วย ซึ่งก็ต้องติดตามต่อไปว่าผลการตรวจสอบจะเป็นอย่างไร

          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญหาเรื่องมาตรฐานการบินพลเรือนของไทยจะเป็นอุปสรรคชิ้นโตต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินของไทย แต่หนทางก็ไม่ริบหรี่ เมื่อรัฐบาลได้ประกาศให้พื้นที่ 6,500 ไร่ของสนามบินอู่ตะเภาเป็นเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออกแห่งแรก หรือ “เมืองการบินภาคตะวันออก” (Eastern Airport City) ตามนโยบายการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (Aviation Hub)   และนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยกิจกรรมหลัก 5 กลุ่มที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น ได้แก่ (1) กลุ่มอาคารผู้โดยสารและการค้า (2) กลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยาน (3) กลุ่มธุรกิจขนส่งทางอากาศ (4) กลุ่มธุรกิจซ่อมเครื่องบิน และ (5) กลุ่มศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรอากาศยานและธุรกิจการบิน ซึ่งสถาบันการบินพลเรือนรับผิดชอบดำเนินการสนับสนุนกลุ่มนี้

          โครงการเมกะโปรเจ็คท์อย่างโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมการบิน จึงได้เริ่มต้นขึ้น โดยสนามบินอู่ตะเภานั้นจะพัฒนาให้สามารถรองรับผู้โดยสารที่คาดว่าจะมีจำนวน “เพิ่มขึ้น 2 เท่า ทุกๆ 5 ปี” หรือ 60 ล้านคนในอีก 15 ปีข้างหน้า ทั้งนี้เพื่อบรรเทาความคับคั่งของสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งเพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการทางการบินของประเทศด้วย ส่วนนิคมอุตสาหกรรมการบินนั้น จะเป็นลักษณะเขตการค้าเสรีเพื่อประกอบอุตสาหกรรมและการค้าเชื่อมโยงกับสนามบิน

          ใน 5 ปีข้างหน้า คาดว่าสนามบินสุวรรณภูมิ จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้นจาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 90 ล้านคนต่อปี ในปี พ.ศ. 2564 ส่วนสนามบินดอนเมือง จะรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นจาก 18 ล้านคนต่อปี เป็น 40 ล้านคนต่อปี ในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งก็คาดว่าจะยังไม่เพียงพอต่อปริมาณผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงต้องพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบแห่งที่ 3 และเชื่อมโยงกับสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองด้วยรถไฟความเร็วสูง

          ข้อมูลจากโบอิ้ง คอมเมอร์เชียล แอร์เพลน ซึ่งได้คาดการณ์ความต้องการเครื่องบินพาณิชย์ว่า ในปี พ.ศ. 2578 โดยภูมิภาคเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตของธุรกิจการบินสูงที่สุด โดยจะมีการส่งมอบเครื่องบินถึง 15,130 ลำ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น จะมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 25 หรือประมาณ 3,860 ลำ โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ความต้องการเครื่องบินใหม่เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของสายการบินต้นทุนต่ำในภูมิภาค ตลอดจนการเปลี่ยนเครื่องบินรุ่นใหม่เพื่อทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่า

          นอกจากนี้ ข้อมูลของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) จากการประชุม 30th IATA Ground Handling Conference (IGHC) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย นั้น IATA ได้ระบุว่า อุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งในช่วง 20 ปีข้างหน้านี้ ตลาดท่องเที่ยวและการบินของไทยจะก้าวขึ้นอยู่ในอันดับ 1 ใน 10 ของโลกได้ และจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเร่งขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในอนาคตของสนามบิน รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาคพื้นดินต่างๆ ด้วย

          ข้อมูลดังกล่าวล้วนสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการขยายตัวของปริมาณความต้องการเดินทางขนส่งทางอากาศและการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของไทย ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งรัดการพัฒนา

          อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าสนใจจากที่ประชุมดังกล่าวข้างต้นนั่นคือ อุตสาหกรรมการบินต่างให้ความสำคัญกับเรื่องการบริหารจัดการบริการภาคพื้นอย่างมาก โดยงานบริการภาคพื้นของแต่ละสายการบินและสนามบินจะต้องมุ่งเน้นที่การอำนวยความสะดวกมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการลดระยะเวลาและขั้นตอนในการบริหารจัดการของการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรด้วย

          ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบในการพัฒนาท่าอากาศยานของไทยด้วยเช่นกัน เนื่องจากการมุ่งเน้นที่การพัฒนาโครงสร้างที่เพียงพอต่อการรองรับปริมาณความต้องการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มมากขึ้นเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่จะต้องพิจารณาในเรื่องประสิทธิภาพและมาตรฐานในการให้บริการด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของการอำนวยความสะดวก (Airport Facilitation) และที่สำคัญที่จะลืมไม่ได้ ก็คือ เรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยในการบินและการรักษาความปลอดภัยด้านการบิน

          โดยภาพรวมแล้ว แม้ขวากหนามตรงหน้า ซึ่งมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาทนี้จะเป็นอุปสรรคที่ยังกั้นขวางทางเดินอยู่ แต่เทพเจ้าแห่งความโชคดีก็ยังคงยิ้มให้กับอุตสาหกรรมการบินของไทย โอกาสทองยังรอเราอยู่แค่เอื้อมมือ ก็อยู่ที่เราแล้วว่าพร้อมที่จะคว้าโอกาสทองนี้ไว้หรือไม่

บทความ : น.ส.ชลันทิพย์ ประดับพงษา หัวหน้าแผนกวิจัยและพัฒนาธุรกิจการบิน สถาบันการบินพลเรือน