สถาบันการบินพลเรือน

Civil Aviation Training Center

feature_post

          วันที่ 7 ธันวาคมของทุกปี ถือเป็นวันการบินพลเรือนระหว่างประเทศ และในปีนี้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ได้ประกาศธีมสำหรับวันการบินพลเรือนระหว่างประเทศ 2016 (International Civil Aviation Day 2016) นี้ว่า “Working Together to Ensure No Country is Left Behind” ซึ่งจะใช้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2018 ทั้งนี้ ธีมดังกล่าวจะเป็นสิ่งสำคัญที่ย้ำเตือนทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบินถึงบทบาททางความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนในทุกๆ ด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการบินพลเรือนระหว่างประเทศในเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงการบินสูงสุด ICAO เชื่อมั่นว่าทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมการบินล้วนมีบทบาทสำคัญทั้งสิ้น และการขยายเครือข่ายความร่วมมือ และความเป็นหุ้นส่วนกัน จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม และสามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกัน

          ปี พ.ศ. 2559 นี้ นับเป็นปีทองอีกปีหนึ่งของอุตสาหกรรมการบินโลก ซึ่งคาดว่าอุตสาหกรรมการบินในปี 2559 นี้ จะมีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็น new high และจะสูงสุดของอุตสาหกรรมสายการบินในวงรอบนี้ด้วย โดยข้อมูลจาก International Air Transport Association (IATA) ได้คาดการณ์กำไรสุทธิของอุตสาหกรรมสายการบินทั่วโลกในปี พ.ศ. 2559 ว่าจะอยู่ที่ 35.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 5.1 ซึ่งมากกว่าในปี 2558 ซึ่งกำไรสุทธิ 35.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 4.9 แม้ว่าตัวเลขกำไรสุทธิปี 2559 นี้ จะเป็นตัวเลขล่าสุดที่ IATA ได้ปรับลดลงไปจากที่เคยคาดการณ์ไว้ 39.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 เนื่องมาจากอัตราการเติบโตของ GDP โลกที่ชะลอตัวลงและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

          ในขณะเดียวกัน ICAO ก็ได้ประกาศตัวเลขเบื้องต้นของผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมการบินประจำปี 2559 นี้ ว่าปริมาณผู้โดยสารในเที่ยวบินประจำทั้งหมด ซึ่งมีจำนวน 3.7 พันล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน โดยมีจำนวนเที่ยวบินขาออกทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านเที่ยวบิน และปริมาณการขนส่งผู้โดยสารทั่วโลก (RPKs) อยู่ที่ 7,015 พันล้านคน-กิโลเมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 แต่ต่ำกว่าเมื่อปี 2558 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 ในขณะที่ปริมาณการผลิต ด้านผู้โดยสารของสายการบินทั่วโลก (ASKs) เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6.4 ดังนั้น ภาพรวมอัตราส่วนการขนส่งผู้โดยสารจึงลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 80.4 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 80.3 ในปี 2559

          สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคนั้น IATA คาดการณ์ว่าปริมาณผู้โดยสารเที่ยวบินประจำในเส้นทางระหว่างประเทศ ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ร้อยละ 29 และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองลงมาภูมิภาคยุโรปนั้น มีการ ขยายตัวร้อยละ 8 ซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2558 ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 28 และมีการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 8.2 ส่วนเที่ยวบินประจำภายในประเทศนั้น ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ร้อยละ 40 เป็นตลาดใหญ่อันดับสองรองจากภูมิภาคอเมริกาเหนือ โดยมีการขยายตัวร้อยละ 10 ในปี 2559 ลดลงเล็กน้อยจากอัตราร้อยละ 10.3 เมื่อปี พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ การขยายตัวทั้งในปี 2558 และ 2559 นั้น เป็นผลมาจากปริมาณความต้องการเดินทางที่ขยายตัวอย่างมากภายในจีนและอินเดีย

           ในขณะที่ปริมาณการขนส่งสินค้าของเที่ยวบินประจำทั่วโลกในปี 2559 (FTK) ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.6 ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 1.8 ในปี 2558 โดยการขนส่งสินค้าทางอากาศในเส้นทางระหว่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 87 ของการขนส่งสินค้าทางอากาศทั้งหมด ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.8 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 2.5 ในปี 2559 อย่างไรก็ตาม อัตราการบรรทุกสินค้าลดลงจากร้อยละ 47 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 46 ในปี 2559

           ในปี 2559 นี้ จะเห็นว่าปัจจัยหลักที่มีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมสายการบินโลก คือ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทำให้ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของสายการบินลดลง และส่งผลให้ตั๋วโดยสารเครื่องบินมีราคาถูกลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของความต้องการเดินทางโดยสารเครื่องบิน

          อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 นั้น มีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเพิ่มขึ้นเป็น 64.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จาก 52.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปี 2559 ซึ่งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นนี้ จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสายการบินมากที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้กำไรสุทธิของอุตสาหกรรมสายการบินลดลงแล้ว ความต้องการเดินทางซึ่งถูกกระตุ้นจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงนี้จะค่อยๆ ชะลอตัวลงด้วย ซึ่งจะมีผลทำให้อัตราการเติบโตของปริมาณการจราจรทางอากาศลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 5.1 จากร้อยละ 5.9 เมื่อปี 2559 แม้ว่าอัตราการขยายตัวของปริมาณการผลิตของอุตสาหกรรมสายการบินก็จะลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 5.6 จากร้อยละ 6.2 ในปี 2559 แต่ก็ยังคงมากกว่าอัตราการขยายตัวของปริมาณความต้องการเดินทาง จึงทำให้อัตราการบรรทุกผู้โดยสารลดลงเช่นกันจากร้อยละ 80.2 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 79.8 ในปี 2560 นี้

           สถานการณ์ของอุตสาหกรรมการบินในปี 2560 นี้ ทั้ง ICAO และ IATA ยังคงมีความเห็นตรงกันว่า อุตสาหกรรมสายการบินจะยังคงมีผลประกอบการที่ดี ตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจะปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าอุตสาหกรรมสายการบินจะต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นดังกล่าว แต่ IATA คาดการณ์ว่า ในปี 2560 นี้ จะมีผู้โดยสารเครื่องบินจำนวน 4 พันล้านคน และปริมาณสินค้า 55.7 ล้านตัน ประมาณการผลกำไรสุทธิของสายการบินทั่วโลกอยู่ที่ 29.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 4.1 ของรายได้ทั้งหมด 736 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และกำไรต่อผู้โดยสารจะอยู่ที่ 7.54 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งปี 2560 นี้ IATA ก็คาดว่าจะเป็นปีที่สามต่อเนื่องที่อุตสาหกรรมสายการบินจะมีผลกำไร แต่กำไรจะค่อยๆ ลดลงไป

          ในแง่ของการขนส่งสินค้าทางอากาศในปี 2560 นั้นมีแนวโน้มในทิศทางที่ดี โดยปริมาณสินค้าที่ขนส่งจะสูงขึ้นเป็น 55.7 ล้านตัน จาก 53.9 ล้านตัน ในปี 2559 และรายได้ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 49.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

          สายการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคคาดว่าจะมีก?าไรสุทธิอยู่ที่ 6.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2560 ลดลงจาก 7.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปี 2559 โดยมีอัตราก?าไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.9 และก?าไรเฉลี่ยต่อ

         ผู้โดยสารอยู่ที่ 4.44 เหรียญสหรัฐฯ ผลกำไรของแต่ละสายการบินในภูมิภาคนี้ค่อนข้างจะแตกต่างกัน ปริมาณการผลิตของสายการบินในภูมิภาคนี้คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 7.6 ซึ่งมากกว่าปริมาณความต้องการเดินทางซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 7.0 ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานด้านการขนส่งสินค้ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงของสายการบินในภูมิภาคนี้ คือ การแข่งขันภายในภูมิภาคที่รุนแรงอยู่แล้วจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

          จากข้อมูลประมาณการของทั้ง ICAO และ IATA คงพอจะทำให้เห็นถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมการบินของไทยในปี 2560 ได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอุตสาหกรรมการบินของไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่ค่อนข้างสูง นั่นคือ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้นทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค และที่สำคัญที่สุด การแก้ปัญหาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศไทย เพื่อปลดธงแดงของ ICAO ที่ยังคงเป็นกระดูกชิ้นใหญ่ขวางคออยู่ รวมทั้งการเตรียมรับการตรวจสอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินของไทยโดย ICAO ต่อไป อย่างไรก็ตาม แนวโน้ม GDP ของไทยที่มีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้น นโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ตลอดจนรัฐบาลไทย ที่กำหนดให้อุตสาหกรรมการบินเป็นส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็น่าจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ ทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมการบินของไทย ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันและเป็นหุ้นส่วนกัน เพื่อ Working Together to Ensure Thailand is not Left Behind

บทความ : น.ส.ชลันทิพย์ ประดับพงษา หัวหน้าแผนกวิจัยและพัฒนาธุรกิจการบิน สถาบันการบินพลเรือน