สถาบันการบินพลเรือน

Civil Aviation Training Center

feature_post

         เหตุการณ์การก่อการร้ายและการระเบิดพลีชีพที่ท่าอากาศยานนานาชาติซาเวนเทม กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 นั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทางการเบลเยียมได้ยกระดับเตือนภัยก่อการร้ายขั้นสูงสุด และยกเลิกเที่ยวบินที่จะเข้าและออกจากสนามบินทั้งหมด ทั้งนี้กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือกลุ่มไอเอส ได้ออกมากล่าวอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

          หลังจากนั้นไม่นาน ภัยก่อการร้ายที่ท่าอากาศยานก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งกับท่าอากาศยานนานาชาติอตาเติร์ก เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บรวมกันมากกว่า 200 คน โดยทางการตุรกีได้ประกาศระงับทุกเที่ยวบินที่ท่าอากาศยานแห่งนี้เช่นกัน

          ปัญหาการก่อการร้ายและภัยคุกคามการบินทั้งสองเหตุการณ์ข้างต้นได้สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้คนที่อยู่ในบริเวณท่าอากาศยานอย่างมาก และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ท่าอากาศยานได้กลายเป็นเป้าหมายหนึ่งของการก่อการร้ายและเป็นอีกหนึ่งจุดเสี่ยงต่อการเกิดวินาศกรรม ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้โดยสารเครื่องบินที่ลดลง และเป็นผลลบอย่างมากต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินทั้งระบบด้วย

          องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) มีมุมมองต่อเหตุการณ์การก่อการร้ายที่ท่าอากาศยานทั้งสองนี้ว่าเป็นสิ่งที่เตือนถึงความท้าทายที่ต้องเผชิญในการรักษาความปลอดภัยพื้นที่สาธารณะนั่นคือ การรักษาความปลอดภัยด้านการบินไม่สามารถแยกออกจากเรื่องความมั่นคงของชาติได้ รวมทั้งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นจากการก่อการร้าย และความยืดหยุ่นของการบินพลเรือนเอง ซึ่งความท้าทายเหล่านี้เป็นโจทย์ที่ประชาคมการบินพลเรือนต้องร่วมกันเตรียมการรับมือต่อไป

          ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบันบริบทของภัยคุกคามและความเสี่ยงต่อการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและมีรูปแบบใหม่ๆ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ภัยคุกคามการบินที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ MH 17 ที่ถูกยิงตก มาจนถึงการก่อการร้ายที่ท่าอากาศยานทั้งสองแห่งนี้

          เพื่อให้สามารถรับมือกับการประเมินความเสี่ยงและการคุกคาม การบินพลเรือนที่เกิดขึ้นในรูปแบบใหม่ๆ ICAO จะออกบทแก้ไขข้อกำหนดมาตรฐานและข้อแนะนำที่พึงปฏิบัติของภาคผนวก 17 ว่าด้วยเรื่องการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ค.ศ. 1944 โดยจะเพิ่มหรือทบทวนข้อกำหนดในด้านต่างๆ ได้แก่ การตรวจจับพฤติกรรมมีพิรุธ, นวัตกรรมด้านการรักษาความปลอดภัย, จรวดต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่า(Man-Portable Air Defence Systems), การประเมินความเสี่ยง, การรักษาความปลอดภับระบบไซเบอร์ และการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่นอกเขตการบิน (landside security) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่นอกเขตการบิน ซึ่งปัจจุบันการคุกคามจากภัยก่อการร้ายเกิดเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่นอกเขตการบินของท่าอากาศยานต่างๆ ดังเช่นเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นที่เบลเยียมและตุรกี ในการนี้ ICAO จึงจะยกระดับข้อแนะนำที่พึงปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่นอกเขตการบิน ไปเป็นข้อกำหนดมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่นอกเขตการบิน บทแก้ไขดังกล่าวจะได้นำเสนอคณะมนตรี ICAO ในเดือนพฤศจิกายน 2559 และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณเดือนกรกฎาคม 2560

          นอกจากนี้ ICAO ได้มีการทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการการต่อต้านการก่อการร้ายแห่งสหประชาชาติ (UN Counter Terrorism Committee) เพื่อป้องกันการก่อการร้ายกับการบินพลเรือน รวมทั้งเพื่อจัดการให้ท่าอากาศยาน สายการบิน และห้วงอากาศ ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกคุกคามกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

          อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเรื่องการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนโลกนี้ ก็คือ การจัดทำ Global Aviation Security Plan (GASeP) ของ ICAO ขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยแผนดังกล่าวจะเป็นกลยุทธ์และเป็นเช่นพิมพ์เขียวสำหรับการยกระดับการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นแนวทางให้แก่รัฐสมาชิกในการดำเนินการด้วย โดยแผน GASeP นี้จะสนับสนุนให้เกิดแนวทางการรักษาความปลอดภัยการบินในแบบองค์รวม และมีการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทั้งด้านการบินและในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันบริหารจัดการความเสี่ยงทางด้านการรักษาความปลอดภัยการบินที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ แผนดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัยการบิน (ICAO Aviation Security Panel) และคณะกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัยการบินว่าด้วยการแทรกแซงโดยมิชอบทางกฎหมาย (ICAO Committee on Unlawful Interference) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะนำเสนอในการประชุมสมัชชาคณะมนตรีของ ICAO ครั้งที่ 39 ในเดือนตุลาคมนี้ต่อไป

          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเรื่องการรักษาความปลอดภัยการบินและภัยคุกคามการบินจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก แต่ความท้าทายอีกประการหนึ่งของการบินพลเรือนระหว่างประเทศแล้ว ก็คือ ประสิทธิภาพของการขนส่งทางอากาศและความพึงพอใจของผู้โดยสาร ดังนั้น เรื่องการอำนวยความสะดวก (Facilitation) ซึ่งเป็นสิ่งที่จะละเลยไม่ได้และต้องพิจารณาควบคู่กัน โดย ICAO ให้ความสำคัญกับทั้งสองส่วนให้มีความสมดุลกัน

          สำหรับ ICAO นั้น การรักษาความปลอดภัย หมายถึง การป้องกันการเกิดการแทรกแซงโดยมิชอบทางกฎหมายต่อการบินพลเรือน ในขณะที่การอำนวยความสะดวก หมายถึง การอนุญาตให้อากาศยาน ผู้โดยสารและสินค้าข้ามเขตแดนระหว่างประเทศ

          มาดูประเทศไทยกันบ้าง การดำเนินการล่าสุดในเรื่องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนนั้น ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้ “แผนรักษาความปลอดภัยในการบินพลเรือนแห่งชาติ (National Civil Aviation Security Programme)” เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ การจัดทำแผนดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามภาคผนวก 17 ที่ ระบุให้รัฐผู้ทำสัญญา“จัดทำและปฏิบัติตามแผนรักษาความปลอดภัยในการบินพลเรือนแห่งชาติ (National Civil Aviation Security Programme) เพื่อปกป้องการดำเนินงานด้านการบินพลเรือนจากการกระทำอันเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยผ่านทางกฎหมาย วิธีปฏิบัติ และวิธีดำเนินงานที่คำนึงถึงความปลอดภัย ความสม่ำเสมอ และความมีประสิทธิภาพของเที่ยวบินต่างๆ” โดยแผนรักษาความปลอดภัยในการบินพลเรือนแห่งชาตินี้เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัยของผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการบินของไทยและเป็นแนวทางในการป้องกันการกระทำอันเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบินได้นำแนวทางที่กำหนดในแผนไปใช้ นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมรับการตรวจสอบและประเมินตามโครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยการบินสากลแบบต่อเนื่องของ ICAO (ICAO Universal Security Audit Programme-Continuous Monitoring Approach : USAP-CMA) ประมาณช่วงปี พ.ศ. 2561

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยอาจไม่ใช่เป้าหมายหลักของการก่อการร้าย แต่ก็ใช่ว่าจะปราศจากความเสี่ยงจากภัยคุกคามการบินพลเรือน ประเทศไทยในฐานะรัฐสมาชิกของ ICAO มีหน้าที่รับผิดชอบการประเมินและทบทวนระดับความเสี่ยงและภัยคุกคามการบินพลเรือนของประเทศ รวมทั้งการปรับแผนรักษาความปลอดภัยในการบินพลเรือนแห่งชาติให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้มาตรการต่างๆ ของ ICAO ทางด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน ก็เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องพิจารณานำมาปรับใช้เพื่อการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศด้วยเช่นกัน

บทความ : น.ส.ชลันทิพย์ ประดับพงษา หัวหน้าแผนกวิจัยและพัฒนาธุรกิจการบิน สถาบันการบินพลเรือน