สถาบันการบินพลเรือน

Civil Aviation Training Center

feature_post

         ว่าด้วยเรื่องของการตรวจสอบมาตรฐานการบินพลเรือนของไทยต่อจากฉบับที่แล้ว หลังจากหมดยกแรกระหว่างประเทศไทยกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ด้วยการที่ไทยได้รับธงแดงจาก ICAO มาแล้วนั้น ในยกที่ 2 นี้ เป็นคราวที่ประเทศไทยต้องพบกับสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA)

          หลังจากที่ FAA ได้มาตรวจสอบระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศไทย เมื่อวันที่13-17 กรกฎาคม 2558 และได้ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องจากการตรวจสอบดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 27-28 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ล่าสุดนั้น FAA ได้แจ้งผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการมายังประเทศไทยแล้วว่า “ระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศไทยไม่เป็นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศของอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือน”

ผลการตรวจสอบของ FAA ดังกล่าว ทให้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Category 2 ของ FAA จากเดิมที่อยู่ในกลุ่ม Category 1

          ย้ำกันอีกครั้งหนึ่ง Category 1 คือ ประเทศที่ระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือนเป็นไปตามมาตรฐานของ ICAO ส่วน Category 2 ก็คือประเทศที่ระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือนไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ ICAO นั่นเอง

          ข้อมูลจาก FAA Flight Standards Service, International Aviation Safety Assessment Program ซึ่งปรากฏในเว็บไซต์ของ FAA ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2558 ระบุว่า ประเทศที่ถูกจัดอยู่ใน Category 2 ของ FAA มีทั้งหมด 8 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ บาร์บาโดส คูราโซ กานา อินโดนีเซีย เซนต์มาร์ติน อุรุกวัย และไทย

          การที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Category 2 ของ FAA นี้ ย่อมจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินของไทยแน่นอนไม่มากก็น้อย ซึ่งโดยหลักการเบื้องต้นแล้วจะมีผลต่อสายการบินของไทยในการปฏิบัติการบินไปยังสหรัฐอเมริกา โดย FAA จะแนะนำให้กระทรวงคมนาคมสหรัฐอเมริกา มีมาตรการจำกัดการอนุญาตให้สายการบินของไทยทำการบินในเชิงพาณิชย์ ทั้งในการพิจารณาอนุญาตสิทธิทางเศรษฐกิจ (economic authority) และการพิจารณาการออกข้อกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติการ (Operation Specifications) ซึ่งจะเป็นการอนุญาตให้สายการบินของไทยสามารถทำการบินเข้า/ออกจากสหรัฐอเมริกาได้

          นั่นคือสายการบินของไทยที่ได้รับอนุญาตทำการบินในสหรัฐอเมริกา และ/หรือมีเที่ยวบินร่วม (Codeshare) กับสายการบินของสหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว จะถูกจำกัดระดับความสามารถในการให้บริการ โดยให้คงอยู่ในระดับที่ได้รับอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น และจะไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการให้บริการใหม่ๆ เช่น ไม่ให้เพิ่มจุดหมายปลายทาง ไม่ให้เปลี่ยนแบบอากาศยาน ไม่ให้เพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน เป็นต้น นอกจากนี้ ในระหว่างนี้สายการบินของไทยจะถูกตรวจสอบ (inspections) ที่ท่าอากาศยานของสหรัฐอเมริกาที่เข้มงวดมากขึ้นด้วย ในขณะที่สายการบินของไทยที่ต้องการจะเปิดเส้นทางบินใหม่ไปยังสหรัฐอเมริกา ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำทศไทย เมื่อวันที่ ะหว่างประเทศการบินเข้า/ออกจากสหรัฐอเมริกา

          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันจะไม่มีสายการบินของไทยทำการบินตรงไปยังสหรัฐอเมริกา หรือปฏิบัติการบิน โดยการ codeshare กับสายการบินของสหรัฐอเมริกา และไม่มีสายการบินของสหรัฐอเมริกาดำเนินการ codeshare กับสายการบินของไทย ดังนั้น ผลกระทบจากผลการตรวจสอบ ของ FAA ข้างต้น จึงอาจไม่ส่งผลโดยตรงต่อสายการบินของไทย แต่ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของมาตรฐานการบินพลเรือนของไทย รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้โดยสารที่มีต่อสายการบินของไทยอีกด้วย

หมดยกที่ 2 กับตแหน่ง Category 2 จาก FAA… แต่ยังไม่จบเท่านั้น ยกที่ 3 นี้ ไทยพบกับหน่วยงานด้านความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป หรือ EASA ซึ่ง EASA นี้ ได้เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินของไทย ทั้งหน่วยงานรัฐและสายการบินไทย เมื่อวันที่ 9-10 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น

          แม้สถานการณ์ของไทยจะดูเป็นรอง แต่ปาฏิหาริย์ก็มีจริง เมื่อคณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรป ได้มีแถลงการณ์ EU Air Safety List เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2558 ประกาศรายชื่อสายการบินที่ไม่อนุญาตให้ทำการบินในเขตสหภาพยุโรป โดยมีความเห็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยว่า “ไม่ปรากฏว่ามีสายการบินของประเทศไทยที่ถูกเพิ่มเติมในรายชื่อสายการบินที่ไม่อนุญาตให้ทำการบินในขณะนี้”

          นั่นก็หมายความว่า ผลการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินของไทย โดย EASA ในครั้งนี้…ประเทศไทย “สอบผ่าน” สายการบินของไทยยังสามารถทำการบินไปยังยุโรปได้

          อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการออกแถลงการณ์ EU Air Safety List นั้น ประเทศไทยมีการลงนามความร่วมมือกรอบความปลอดภัยด้านการบินระหว่างสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และ EASA เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2558 โดยความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและยกระดับความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของประเทศไทย ซึ่งจะเน้นความร่วมมือในด้านการจัดทำกฎระเบียบและการแลกเปลี่ยนบุคลากร โดยการนำแนวคิด วิธีการ รวมทั้งกฎระเบียบ วิธีปฏิบัติ และเอกสารคู่มือต่างๆ ของ EASA มาเป็นแนวทางการออกกฎระเบียบ ด้านความปลอดภัยการบินของไทย รวมถึงการปรับปรุงโครงการสร้างองค์กรกำกับดูแลความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน และการพัฒนาบุคลากรด้านการบินพลเรือนของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ความร่วมมือดังกล่าวนี้ ก็น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการพิจารณาของ EASA ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

         ผู้อ่านบางท่านอาจสงสัยว่า “สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย” ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น คือหน่วยงานอะไร ก็ขออธิบายสั้นๆ ว่า ในการแก้ปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยนั้น จะมีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรด้านการบินพลเรือนของไทยเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ ICAO โดยให้แยกบทบาทด้านนโยบาย (Policy) ด้านกำกับดูแล (Regulator) ด้านปฏิบัติการ (Operator) ด้านการสอบสวนอากาศยานประสบอุบัติเหตุ (Investigator) และการค้นหาช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย (Search and Rescue) ออกจากกัน ดังนั้น จึงได้มีการปรับปรุงโครงสร้าง “กรมการบินพลเรือน” เสียใหม่ โดยแยกงานการกำกับดูแลออก และจัดตั้ง “สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย” ขึ้น เพื่อรับผิดชอบงานเกี่ยวกับการกำกับดูแลและส่งเสริมกิจการขนส่งทางอากาศ รวมทั้งงานทางด้านมาตรฐานทางการบินทั้งหมด ยกเว้นที่เกี่ยวกับงานค้นหาและช่วยเหลืออากาศยาน และงานนิรภัยการบินและสอบสวนอากาศยานประสบอุบัติเหตุ ซึ่งทั้ง “งานเกี่ยวกับการค้นหาและช่วยเหลือกรณีอากาศยานประสบภัย” และ “งานนิรภัยการบิน และสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุอากาศยาน” นี้ จะถูกโอนไปอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชื่อ “กรมการบินพลเรือน” เป็น “กรมท่าอากาศยาน” เพื่อรับผิดชอบงานเกี่ยวกับท่าอากาศยานและการพัฒนาท่าอากาศยาน

          อย่างไรก็ตาม เรื่องน่ายินดีสำหรับอุตสาหกรรมการบินของไทยก็ยังมีอยู่ เมื่อสถาบันการบินพลเรือน ของประเทศไทย ได้ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานการฝึกอบรมด้านการบินและผ่านการประเมินให้เป็นสมาชิกประเภท Full Member ของโครงการ TRAINAIR PLUS ของ ICAO เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกล่าวได้ว่า สบพ. เป็นหน่วยงานด้านการบินเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่เป็นสมาชิกประเภท Full Member ในโครงการ TRAINAIR PLUS และเป็น 1 ใน 8 ของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีหน่วยงานด้านการบินที่ผ่านการประเมินการเป็นสมาชิกประเภท Full Member ของโครงการ ICAO TRAINAIR PLUS นี้

           อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยรับการตรวจสอบติดตามการดำเนินการภายใต้โครงการตรวจสอบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยสากล (USOAP) ของ ICAO รวมทั้งการตรวจสอบระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศไทยจากองค์กรหลักด้านการบินของโลกอีกสองแห่ง ทั้ง FAA และ EASA นั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ล่าสุดประเทศไทย โดยกระทรวงคมนาคมได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยสากล โดยวิธีการเฝ้าตรวจตราอย่างต่อเนื่อง (USAP–CMA) ระหว่าง ICAO กับราชอาณาจักรไทย เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบการกำกับดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยสนามบินของประเทศไทยทั้งหมด 38 แห่ง รวมถึงตรวจสอบการกำกับดูแลสนามบินของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ คาดว่า ICAO จะเข้ามาทำการตรวจสอบประมาณปี พ.ศ. 2560 สำหรับรายละเอียดของโครงการ USAP นี้ จะนำมาเสนอใน TRAINER ฉบับหน้า

          ยังไม่จบง่ายๆ แน่นอนสำหรับการบินพลเรือนของไทย แม้ว่าการตรวจสอบมาตรฐานการบินพลเรือนต่างๆ ข้างต้น จะนำมาซึ่งปัญหาและอุปสรรคให้แก่อุตสาหกรรมการบินของไทย แต่ในมุมหนึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่อุตสาหกรรมการบินของไทยจะได้ปฏิรูปทั้งระบบและยกระดับการพัฒนามาตรฐานการบินพลเรือนของไทย

งานนี้พี่เค้าไม่ได้มาเล่นๆ นะ พี่เค้าเอาจริง แล้วการบินพลเรือนของไทยจะ “สตรอง” พอไหม ต้องคอยตามดูกัน

 

บทความ : น.ส.ชลันทิพย์ ประดับพงษา หัวหน้าแผนกวิจัยและพัฒนาธุรกิจการบิน สถาบันการบินพลเรือน