สถาบันการบินพลเรือน

Civil Aviation Training Center

feature_post

         

          ความเดิมตอนที่แล้ว…หลังจากที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ได้เผยแพร่สัญลักษณ์      ธงแดงที่ชื่อประเทศไทยบนเว็บไซต์ของ ICAO สู่สาธารณะ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2558 เนื่องจากกรมการบินพลเรือน (บพ.) ของไทยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย (SSC) จากการตรวจสอบตามโครงการตรวจสอบการกำกับดูแลความปลอดภัยสากล (USOAP) ณ ประเทศไทยของ ICAO ได้ภายในกำหนดเวลา 90 วัน นั้น…แก๊ง! ระฆังเริ่มต้นยกที่ 2 ก็ดังขึ้น

          ยังไม่ทันจะหายบอบช้ำจากผลการตรวจสอบของ ICAO องค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FAA ก็ได้มาทำการตรวจประเมินความปลอดภัยการบินระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 13 – 17 กรกฎาคม 2558 โดย FAA ใช้สิทธิตรวจสอบการกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินของกรมการบินพลเรือนของไทย เนื่องจากประเทศไทยมีสายการบินที่ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ และมีเที่ยวบินเข้าสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าสายการบินที่เข้าและออกประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากองค์กรกำกับดูแลของประเทศ และเป็นไปตามมาตรฐานของ ICAO ซึ่ง FAA ได้ทำการตรวจสอบมาตรฐานของ บพ. พร้อมทั้งสายการบินของไทยอีก 2 แห่ง ได้แก่ สายการบินไทย และสายการบินบางกอกแอร์เวย์

         การตรวจสอบภายใต้โครงการการประเมินความปลอดภัยการบินระหว่างประเทศของ FAA ดังกล่าวนี้ จะใช้กฎเกณฑ์และมาตรฐานของ ICAO ตามภาคผนวกที่ 1 : Personnel Licensing ภาคผนวกที่ 6 : Operation of Aircraft และภาคผนวกที่ 8 : Airworthiness of Aircraft เป็นแนวทางการตรวจสอบ โดยผลการตรวจสอบจะแบ่งตามมาตรฐานความปลอดภัยเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 (Category 1) ได้มาตรฐานของ ICAO ในการออกใบอนุญาต และทำการกำกับดูแลสายการบิน กับประเภทที่ 2 (Category 2) ไม่ได้มาตรฐานของ ICAO ในการออกใบอนุญาตและทำการกำกับดูแลสายการบิน

          ผลการตรวจสอบในเบื้องต้นแทบจะไม่แตกต่างจากผลการตรวจสอบของ ICAO โดย FAA พบข้อบกพร่องใน 3 ด้าน คือ 1) จำนวนบุคลากรสำหรับการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินมีไม่เพียงพอ และคุณสมบัติของบุคลากรที่จะตรวจสอบไม่ครบถ้วนตามจำนวนแบบอากาศยานที่ประเทศไทยมีใช้อยู่และมีการจดทะเบียนไว้ 2) แนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ (Technical Guidance) ยังขาดรายการปฏิบัติในบางเรื่องข้อมูลไม่ทันสมัย ไม่ครบถ้วน และ 3) การตรวจติดตาม (Surveillance) ไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นผลจากบุคลากรไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม FAA จะแจ้งผลการตรวจสอบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรให้ บพ. ทราบอีกครั้งหนึ่ง

ถาม………….ถ้าผลการตรวจสอบของ FAA ระบุว่า ประเทศไทยถูกปรับเป็น Category 2 จะมีผลอะไร?

ตอบ…………มีความเป็นไปได้ที่การดำเนินงานของสายการบินของไทยจะต้องถูกตรวจสอบจาก FAA อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ สายการบินของไทยจะไม่ได้รับอนุญาตให้เพิ่มเที่ยวบินและห้ามทำการบินร่วมกับสายการบินของสหรัฐฯ หรืออาจถึงขั้นอาจถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตสายการบิน!!!

          อย่างไรก็ตาม แม้จะเจอทั้งศึกเหนือและศึกใต้แท็กทีมกันเข้ามาราวกับปีชง แต่ บพ. ก็ยังคงเร่งรัดการดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย โดยล่าสุดได้ส่งแผนการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง (Corrective Action Plan : CAP) ให้ ICAO แล้ว พร้อมทั้งได้จัดทำคู่มือการตรวจสอบมาตรฐานสายการบิน และคู่มือการตรวจสอบการปฏิบัติการบิน เพื่อดำเนินการในขั้นตอนของการตรวจสอบมาตรฐานสายการบินเพื่อออกใบรับรองการเดินอากาศใหม่ให้ทั้ง 28 สายการบิน หลังจากนั้น จึงจะเชิญ ICAO เข้ามาตรวจเพื่อปลด SSC ซึ่งคาดว่าภายในไตรมาส 1 หรือ 2 ของปี 2559 นอกจากนี้ บพ. ยังได้เข้าร่วมโครงการความร่วมมือด้านการรักษาความปลอดภัยการบิน Cooperative Aviation Security Programme, Asia/Pacific Region (CASP-AP) Phase III ระหว่างประเทศไทยกับ ICAO

          โครงการ CASP-AP เป็นโครงการความร่วมมือด้านการรักษาความปลอดภัยการบินที่จัดขึ้นสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการดำเนินการด้านการรักษาความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมทั้งเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการรักษาความปลอดภัยการบินของประเทศสมาชิกให้มีความทัดเทียมกัน ซึ่งจะมีแผนการดำเนินงานประจำปี เพื่อกำหนดกิจกรรมและข้อมูลหลักสูตรการฝึกอบรมของแต่ละปีโดยเป็นไปตาม ICAO Aviation Security Training Package

          แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นปัญหาของประเทศไทย แต่กลับส่งผลกระทบในต่อเนื่องไปถึงความปลอดภัยในการขนส่งทางอากาศของโลก เข้าทำนองที่ว่า..เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงจันทร์…ICAO จึงต้องการให้รัฐภาคีของ ICAO มีมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินที่ทัดเทียมกันภายใต้การรณรงค์ตามแคมเปญ “No Country Left Behind (NCLB)” เพื่อให้รัฐภาคีมีการปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อพึงปฏิบัติระหว่างประเทศ (SARPs) อย่างสอดคล้องและทัดเทียมกันภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก รวมทั้งเป็นความพยายามของ ICAO ที่จะจัดการกับข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยที่ตรวจพบจากการตรวจสอบการกำกับดูแลความปลอดภัยสากลของ ICAO ด้วย

          ปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยดังกล่าวนี้ หากปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนาน ก็จะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่อุตสาหกรรมการบินและเศรษฐกิจของไทย รวมไปถึงความมั่นคงของประเทศ การแก้ไขปัญหามาตรฐานการบินพลเรือนของไทยในตอนนี้จึงได้กลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว เมื่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พทุธศักราช 2557 ได้มีคำสั่งจัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน” (ศบปพ.) เป็นศูนย์เฉพาะกิจขึ้นตรงกับหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยมีผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน มีหน้าที่หลักในการพัฒนาการบินพลเรือนของไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

          นอกเหนือจากปัญหาเรื่องมาตรฐานการบินพลเรือนของไทยแล้ว เหตุการณ์ระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมการบินของไทยก็โดนสะเก็ดระเบิดเข้าด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดจากความเชื่อมั่นในการเดินทางมายังประเทศไทยของนักท่องเที่ยวที่ลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน

          ทั้งนี้ เป็นเพราะอุตสาหกรรมการบินและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นสองอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน ล่าสุดนั้น ICAO และ the World Tourism Organization (UNWTO) ได้มีแถลงการณ์ร่วมกันในเรื่องการท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศเพื่อการพัฒนา หรือ “The Medellín Statement” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ความสำคัญในระดับโลกของการขนส่งทางอากาศและการท่องเที่ยวต่อการพัฒนาความเจริญทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของรัฐภาคีและภูมิภาคต่างๆ ตลอดจนต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในกรอบสหประชาชาติ United Nations Sustainable Development Goals (UN SDGs)

          ความร่วมมือกันของ ICAO และ UNWTO ก็จะเป็นการเริ่มต้นและปูทางสำหรับความร่วมมือที่ใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกระดับ โดยจะเป็นการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น การอำนวยความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยว การเข้าถึงตลาด ภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งจะช่วยส่งเสริมการเติบโตในระยะยาวของทั้งอุตสาหกรรมการบินและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอีกด้วย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทั้งอุตสาหกรรมการบินและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

          วกกลับมาที่เรื่องมาตรฐานการบินพลเรือนของไทยอีกครั้งหนึ่ง มหากาพย์ไตรภาคเรื่องนี้ยังไม่จบ…ระหว่างที่รอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจาก FAA และระหว่างการดำเนินการแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วนและจริงจัง ไทยก็ยังต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจสอบมาตรฐานการบินของไทยโดยสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหภาพยุโรป (EASA) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558

          ระฆังหมดยกที่ 1 และ 2 ยังไม่ทันจะตีดัง ระฆังเริ่มยกที่ 3 ก็กำลังจะดังขึ้นอีกแล้ว ไม่มีใครตอบได้ว่า การบินพลเรือนของไทยมาอยู่ในจุดๆ นี้ได้อย่างไร รู้แต่ว่าทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศไทยผ่านจุดวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้…Our Home Our Country Stronger Together

 

บทความ : น.ส.ชลันทิพย์ ประดับพงษา หัวหน้าแผนกวิจัยและพัฒนาธุรกิจการบิน สถาบันการบินพลเรือน