สถาบันการบินพลเรือน

Civil Aviation Training Center

feature_post

         

          18 มิถุนายน 2558…วันดี-เดย์สำหรับวงการการบินพลเรือนของไทยอีกครั้งหนึ่ง…และแล้วองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ก็ได้เผยแพร่สัญลักษณ์ “ธงแดง”  ที่ชื่อประเทศไทยบนเว็บไซต์ของ ICAO สู่สาธารณะ หลังจากกรมการบินพลเรือนของไทยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา “ข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย” (Significant Safety Concerns : SSC) จากการตรวจสอบตามโครงการตรวจสอบการกำกับดูแลความปลอดภัยสากล (Universal Safety Oversight Audit Program : USOAP)  ณ ประเทศไทย ของ ICAO ได้ภายในกำหนดเวลา 90 วัน

          การขึ้นสัญลักษณ์ธงแดงที่ชื่อประเทศไทยบนเว็บไซต์ของ ICAO นั้น แสดงถึงการที่ประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญ ต่อความปลอดภัย ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ICAO ซึ่งเป็นไปตามแนวทาง การปฏิบัติตามขั้นตอนปกติของ ICAO ตามเอกสาร Doc 9735 (Universal Safety Oversight Audit Program Continuous Monitoring) ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้วอาจกล่าวได้ว่าประเทศไทย “ได้รับการติดธงแดง” ตั้งแต่ ICAO เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานการกำกับดูแลความปลอดภัยของกรมการบินพลเรือนของไทย และพบว่ามีข้อบกพร่องที่เป็นนัยสำคัญต่อความปลอดภัยแล้ว แต่จะปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ที่จำกัดการเข้าถึงเฉพาะรัฐภาคีสมาชิก (Secure website) เท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อครบกำหนด 90 วันแล้ว ประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยดังกล่าวได้ ICAO จึงดำเนินการตามขั้นตอนการเผยแพร่ข้อมูลไปสู่สาธารณะในเว็บไซต์ของ ICAO

          จากข้อมูลในเว็บไซต์ ICAO นั้น นอกจากไทยแล้วยังมีอีก 12 ประเทศ ที่ถูกติดธงแดง ได้แก่ บอตสวานา, เซียร์ราลีโอน, แองโกลา, จอร์เจีย, จิบูตี,  อุรุกวัย, เลบานอน, คาซัคสถาน, มาลาวี, เนปาล, เอริเทรีย และเฮติ

           แน่นอนว่า ผลการตรวจสอบของ ICAO ซึ่งพบข้อบกพร่องที่เป็นนัยสำคัญต่อความปลอดภัยในครั้งนี้ ย่อมมีผลต่อท่าทีขององค์กรหลัก ด้านการบินพลเรือนอีก 2 องค์กร ที่มีต่อมาตรฐานของการบินพลเรือน ของไทย อย่างสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหภาพยุโรป และองค์การบริหารการบินแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา

          เริ่มจากท่าทีของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหภาพยุโรป (European Aviation Safety Agency : EASA) ซึ่งหลังจากที่ได้ เชิญกรมการบินพลเรือนของไทยชี้แจงกรณีการแก้ไขปัญหา SSC เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนั้น คณะกรรมาธิการความปลอดภัยทางการบิน ของสหภาพยุโรป (EU Air Safety Committee) ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหภาพยุโรป (EASA) ได้มีแถลงการณ์ผ่านทางเว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Committee) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2558 ระบุว่า คณะกรรมาธิการยุโรปได้ปรับปรุงบัญชีรายชื่อสายการบินที่ถูกจำกัดการบิน หรือถูกขึ้นบัญชีสายการบินที่ห้ามบินเข้าในน่านฟ้าประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU Air Safety List) ซึ่งยังไม่มีสายการบินใดถูกเพิ่มเติมเข้ามาในบัญชีรายชื่อสายการบินที่ถูกห้ามบิน เข้าในน่านฟ้าประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปดังกล่าว (No new bans have been imposed with this update.) ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าสายการบินสัญชาติไทยจะยังสามารถทำการบินเข้า-ออกน่านฟ้าของประเทศสหภาพยุโรปได้ตามปกติ เช่นที่เคยได้รับอนุญาตไว้แล้ว แต่หากสายการบินใดจะขอทำการบินเพิ่มเติม เช่น การเพิ่มเที่ยวบิน, การเปลี่ยนแบบเครื่องบิน, การเพิ่มเส้นทางบิน เป็นต้น ก็จะต้องเสนอขออนุมัติเองเป็นรายกรณี

          ตามมาด้วยท่าทีขององค์การบริหารการบินแห่งประเทศ สหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration : FAA)  ซึ่งมีกำหนดการจะเข้ามาตรวจสอบกรมการบินพลเรือนของไทยในช่วงประมาณ วันที่ 13-17 กรกฎาคม 2558 นี้ และอาจจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่วงการการบินพลเรือนของไทยต้องจับตามองอย่างกะพริบตาไม่ได้

          ไม่เพียงเท่านั้นผลการตรวจสอบของ ICAO ยังส่งผลกระทบขยายวงมาถึงสายการบินสัญชาติไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมการบินพลเรือนของไทยอีกด้วย โดยพบว่ากรมการบินพลเรือนของหลายประเทศ ได้แสดงท่าทีผ่านมาตรการด้านความปลอดภัยทางการบินที่เข้มข้นขึ้นต่อสายการบินสัญชาติไทย เช่น การเดินทางมาตรวจสอบความปลอดภัย, ด้านการบินของสายการบินไทย, การเพิ่มมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจอากาศยานของผู้ดำเนินการเดินอากาศในพื้นที่ลานจอด (Ramp  Inspection) ของท่าอากาศยานในประเทศต่างๆ การจำกัดสิทธิในการขยายเส้นทางการบิน หรือการเพิ่มเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เป็นต้น

          ข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจประการหนึ่งจากสายการบินไทยระบุว่า โดยปกติสายการบินไทยจะถูกสุ่มตรวจมาตรฐานเครื่องบิน ณ ลานจอด (Ramp Inspection) เฉลี่ยเดือนละ 3 ครั้ง แต่หลังจากวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นมา ซึ่งประเทศต่างๆ ได้รับทราบถึงผลการตรวจสอบของ ICAO ซึ่งพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญของกรมการบินพลเรือนของไทยแล้ว สายการบินไทยถูกสุ่มตรวจเฉลี่ย เดือนละ 50 ครั้ง

          ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการที่ประเทศไทยมีปัญหาในเรื่องมาตรฐานการบินดังเช่นในปัจจุบันนี้  ย่อมจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยด้านการบินของไทย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับการปฏิบัติการบิน และสายการบินสัญชาติไทยจะได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด นอกจากนี้ หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ย่อมมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียความน่าเชื่อถือในเรื่องความปลอดภัยในการบินของสายการบินสัญชาติไทย และการขาดโอกาสในการขยายธุรกิจ เนื่องจากไม่สามารถขยายเส้นทางบิน หรือเพิ่มความถี่ในการบินการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยจากการตรวจสอบตามโครงการ USOAP ณ ประเทศไทยของ ICAOไปยังบางประเทศ รวมทั้งการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับสายการบินต่างประเทศที่เป็นคู่แข่งของสายการบินของไทย เช่น สายการบินของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อีกด้วย

          การแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยจาก การตรวจสอบตามโครงการ USOAP ณ ประเทศไทยของ ICAO อย่างตรงประเด็นและรวดเร็วของกรมการบินพลเรือนเป็นสิ่งที่ต้องรีบดำเนินการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลุกลามมากขึ้น และแม้ว่าการดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่แล้วเสร็จ แต่ในปี พ.ศ. 2559-2560 นี้ ประเทศไทยก็จะได้รับการตรวจสอบระบบมาตรฐานรักษาความปลอดภัย ตามโครงการตรวจสอบและกำกับดูแลระบบรักษาความปลอดภัยสากล (The Universal Security Audit Programme : USAP) อีกด้วย โดย ICAO ได้ แจ้งมายังกรมการบินพลเรือนของไทย เพื่อขอทำการตรวจสอบสายการบิน และท่าอากาศยานของไทย 

          โครงการ USAP นี้เป็นโครงการต่อเนื่องของ ICAO หลังจากที่ได้มาตรวจสอบตามโครงการตรวจสอบการกำกับดูแลความปลอดภัยของกรมการบินพลเรือนไปแล้ว ซึ่งเป็นการตรวจปกติรอบ 5 ปี โดยการตรวจสอบจะเน้นตรวจสอบมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยในสนามบิน แม้ว่าเกณฑ์ในการตรวจสอบตามโครงการนี้จะไม่มีการวัดผลเป็นค่าคะแนน และจะไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นการสาธารณะ แต่จะมีการแจ้งผลการตรวจสอบให้รัฐภาคีสมาชิกได้รับทราบ ซึ่งหากประเทศไทยไม่ผ่านการตรวจตามเกณฑ์ของ USAP ก็อาจเป็นไปได้ที่สายการบินต่างชาติอาจไม่ทำการบินมายังสนามบินของไทย

          นับเป็นความท้าทายที่วงการการบินพลเรือนของไทยต้องเผชิญอีก ครั้งหนึ่งซึ่งกรมการบินพลเรือนและผู้ดำเนินการสนามบินจะต้องเตรียมความพร้อมรับการตรวจสอบของ ICAO ตามโครงการ USAP ในครั้งนี้

          แม้ว่าแนวโน้มของอุตสาหกรรมการบินของไทยในปี พ.ศ. 2558 นี้ จะมีทิศทางเป็นบวก โดยผลประกอบการดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport  Association : IATA) ซึ่งระบุว่าผลประกอบการของอุตสาหกรรมขนส่งทางอากาศในปี พ.ศ. 2558 ผลกำไรสุทธิโดยภาพรวมของอุตสาหกรรมขนส่งทางอากาศจะอยู่ที่ 29.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากรายได้รวม 727 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมากขึ้นกว่าปีก่อน อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าผลการตรวจสอบมาตรฐานการบินพลเรือนไทยของ ICAO ตามโครงการ USOAP รวมทั้งโครงการ USAP ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้านี้ นับเป็นปัจจัยเสี่ยงประการสำคัญที่ทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมการบินของไทยต้อง ร่วมมือกันจัดการให้ได้

การบินพลเรือนของไทยจะเปลี่ยนจาก “ธงแดง” เป็น “ธงชัย”  ได้หรือไม่…อีกไม่นานเราคงจะได้รู้กัน

 

บทความ : น.ส.ชลันทิพย์ ประดับพงษา หัวหน้าแผนกวิจัยและพัฒนาธุรกิจการบิน สถาบันการบินพลเรือน